ผ่าคลอด ผ่ากันยังไง

 


คลอดเองดี...หรือผ่าคลอดดี ?

วันนี้ได้มีโอกาสกลับมาเขียนเรื่องสนุก ๆ น่ารู้ให้คุณแม่มือใหม่อ่านกันอีกแล้วครับ ส่วนคุณแม่มือเก่าทั้งหลาย ถ้าเคยอ่านเรื่องนี้มาแล้วก็อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ เพราะถึงจะเป็นเรื่องเดิม แต่ทุกครั้งที่มีคุณแม่คนใหม่กำลังจะคลอดลูก เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ในใจเสมอ

คำถามยอดฮิตอันดับหนึ่งของคุณแม่ใกล้คลอดก็คือ

“หมอคะ...หนูจะคลอดเองได้ไหมคะ”

ตามมาด้วย

“เจ็บมากไหมคะ”

และสุดท้าย

“ถ้าผ่าเลยจะง่ายกว่าหรือเปล่าคะ”

เอาเข้าจริงก็ไม่แปลกหรอกครับที่คุณแม่จะกังวล

ลองมองดูตัวเองตอนอายุครรภ์ 9 เดือนสิครับ...

ท้องโตจนมองไม่เห็นปลายเท้า

เวลาเดินก็เหมือนเรือบรรทุกสินค้ากำลังจะเข้าท่า

แต่พอมองไปที่ทางออก...

โอ้โห...

ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวหนึ่งจะลอดออกมาได้

โดยเฉพาะตอนฝากครรภ์ใกล้คลอด คุณหมอบอกว่า

“ศีรษะลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 9-10 เซนติเมตรนะครับ”

ได้ยินแล้วคุณแม่หลายคนแทบสำลักน้ำ

สิบเซนต์เชียวนะหมอ!

จะออกมายังไงก่อน!

ความจริงแล้วธรรมชาติออกแบบร่างกายผู้หญิงมาอย่างน่าทึ่งมากครับ กระดูกเชิงกราน เอ็น กล้ามเนื้อ และช่องคลอด สามารถยืดขยายได้มากกว่าที่เราคิดเยอะ ในระหว่างการคลอดร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อให้ลูกเดินทางออกมาได้อย่างปลอดภัยที่สุด

มนุษย์เราคลอดลูกกันมาเป็นแสน ๆ ปีแล้ว

แต่ก็ต้องยอมรับว่าการคลอดในสมัยก่อนเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายมาก

สมัยที่ยังไม่มีห้องผ่าตัด   ไม่มีธนาคารเลือด  ไม่มียาปฏิชีวนะ  ไม่มีเครื่องติดตามเสียงหัวใจเด็ก

หากเกิดการตกเลือดรุนแรง คลอดติดไหล่ เด็กตัวโต หรือคลอดไม่ออกเป็นเวลานาน หลายครั้งทั้งแม่และลูกก็อาจเสียชีวิตได้

กว่าการแพทย์จะพัฒนามาถึงทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาหลายร้อยปีทีเดียว

หลายคนเคยได้ยินว่าการผ่าตัดคลอดมีที่มาจากชื่อของจูเลียส ซีซาร์

แต่ความจริงแล้วไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันเรื่องนี้นะครับ และนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าท่านซีซาร์ไม่ได้เกิดจากการผ่าคลอดเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดคลอดก็ได้พัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่ทำกันมากที่สุดในโลกปัจจุบัน

ยิ่งทำกันมาก   ประสบการณ์ก็ยิ่งมาก   เทคนิคก็ยิ่งดีขึ้น   ความปลอดภัยก็สูงขึ้น

จนหลายคนรู้สึกว่าการผ่าคลอดดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายไปเสียแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อนครับ...

ปลอดภัยขึ้น ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง  ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือ

“ควรคลอดเองหรือผ่าคลอดดี”

คำตอบก็คือ  ถ้าคลอดเองได้อย่างปลอดภัย การคลอดทางช่องคลอดยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่ส่วนใหญ่   เพราะเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ

ฟื้นตัวเร็วกว่า  เสียเลือดน้อยกว่า  ลุกขึ้นมาอุ้มลูกได้เร็วกว่า   และมักกลับบ้านได้เร็วกว่า

ส่วนการผ่าคลอดนั้นเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือเมื่อประเมินแล้วว่าการคลอดเองอาจมีความเสี่ยงต่อแม่หรือลูกมากเกินไป

แล้วสถานการณ์แบบไหนล่ะครับที่คุณหมออาจแนะนำให้ผ่าคลอด

สาเหตุแรกที่พบได้บ่อยก็คือ ขนาดของลูกกับอุ้งเชิงกรานของคุณแม่ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรต่อกันสักเท่าไร

พูดง่าย ๆ ก็คือ

ลูกตัวใหญ่

ทางออกค่อนข้างแคบ

ถึงแม้ปัจจุบันเราจะยังไม่สามารถทำนายได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคลอดได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าประเมินหลายอย่างร่วมกันแล้วพบว่าการคลอดมีแนวโน้มไม่ก้าวหน้า หรือศีรษะลูกไม่เคลื่อนต่ำลงตามที่ควร คุณหมอก็อาจพิจารณาผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัย

อีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยก็คือ ท่าของลูก

เด็กส่วนใหญ่ก่อนคลอดจะกลับหัวเอาศีรษะลงมาเตรียมตัวออกเดินทาง

แต่มีเด็กประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ที่ยังนั่งสบาย เอาก้นลงมาแทน

เราเรียกว่าท่าก้น

ในอดีตมีการคลอดท่าก้นทางช่องคลอดกันค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันสูติแพทย์ส่วนใหญ่จะเลือกผ่าคลอด เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงบางอย่างต่อทารกได้

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม และอยู่ภายใต้การดูแลของทีมที่มีประสบการณ์ การคลอดทางช่องคลอดก็ยังสามารถทำได้เช่นกัน

ส่วนรายที่ลูกเอาขาลงมาเป็นส่วนนำ หรือมีความเสี่ยงที่สายสะดือจะเคลื่อนต่ำลงมาก่อนตัวเด็ก ก็มักจะเป็นสถานการณ์ที่ต้องรีบผ่าตัดคลอด

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากตำแหน่งของรกอีกด้วย  ปกติรกจะเกาะอยู่บริเวณด้านบนของมดลูก  แต่บางครั้งรกดันไปเกาะอยู่บริเวณปากมดลูกพอดี  เหมือนมีรถบรรทุกมาจอดขวางประตูบ้าน  ลูกจะออกยังไงก็ออกไม่ได้  กรณีนี้เราเรียกว่า "รกเกาะต่ำ"  ซึ่งโดยทั่วไปจำเป็นต้องผ่าตัดคลอด

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก เช่น

ภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง

โรคหัวใจบางชนิด

ภาวะขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์

หรือภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ ที่ต้องรีบให้ลูกคลอดออกมาโดยเร็ว

แต่ในชีวิตจริง เหตุผลที่ทำให้หลายคนอยากผ่าคลอดมากที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องทางการแพทย์เลยครับ

เป็นเรื่องของ...

"ความกลัว"

กลัวเจ็บ   กลัวคลอดไม่ออก  กลัวเหนื่อย  กลัวเบ่ง  กลัวทุกอย่างที่ยังมาไม่ถึง

บางคนยังไม่ทันเจ็บครรภ์จริงเลย ก็โดนเพื่อนขู่จนใจเสียไปก่อนแล้ว

เล่าให้ฟังเหมือนกำลังจะไปออกรบ

จนสุดท้ายตัดสินใจผ่าคลอดตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลอง

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่พบได้บ่อยในบ้านเราก็คือเรื่องฤกษ์คลอด

อันนี้เข้าใจได้ครับ

เพราะพ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกเกิดมาในวันที่ดีที่สุด

เวลาที่ดีที่สุด  แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ  ลูกต้องพร้อมคลอดจริง ๆ

การผ่าคลอดก่อนกำหนดเพียงเพื่อให้ได้ฤกษ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องการหายใจของทารกแรกเกิดได้

ดังนั้นหากจะเลือกวันคลอด ก็ควรอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยทางการแพทย์เป็นอันดับแรกเสมอ

เพราะฤกษ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูก อาจไม่ใช่นาทีที่สวยที่สุดบนหน้าปฏิทิน  แต่เป็นวันที่เขาพร้อมจะออกมาดูโลกอย่างแข็งแรงที่สุดต่างหาก

หลังจากตัดสินใจกันได้แล้วว่าจะต้องผ่าคลอด คุณแม่หลายคนก็มักจะเริ่มจินตนาการไปไกล...

บางคนคิดว่าคงเหมือนในหนังฝรั่ง  ไฟสว่างจ้า  คนวิ่งวุ่นกันเต็มห้อง  เสียงเครื่องมือดังปิ๊บๆ  แล้วตัวเองก็คงนอนตัวแข็งเหมือนกำลังจะถูกส่งขึ้นยานอวกาศ

เอาเข้าจริงก็ใกล้เคียงอยู่เหมือนกันครับ...

เช้าวันผ่าตัด คุณแม่จะถูกพามายังห้องผ่าตัดบนเตียงเข็นสีเงินวาววับ นอนมองไฟบนเพดานผ่านไปทีละดวง ๆ ใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เหมือนกำลังจะเข้าสอบสัมภาษณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิต

แต่ความจริงแล้ว ภารกิจในวันนี้ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก

เพราะอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เรากำลังจะได้พบหน้าคนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในท้องเรามาเก้าเดือนเต็ม

คนที่เตะเราเวลาตีสอง

คนที่ทำให้เราเข้าห้องน้ำวันละยี่สิบรอบ

คนที่แย่งพื้นที่กระเพาะอาหารจนกินบุฟเฟต์ไม่คุ้มมาตั้งหลายเดือน

วันนี้เขากำลังจะออกมาแล้วครับ

พอเข้าห้องผ่าตัด สิ่งแรกที่คุณแม่มักจะสังเกตเห็นก็คือ...

หนาว   หนาวมาก  หนาวแบบไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะหนาวได้ขนาดนี้

เหตุผลก็เพราะห้องผ่าตัดต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการทำงานของทีมผ่าตัดและเครื่องมือทางการแพทย์นั่นเอง

รอบตัวจะมีบุคลากรหลายคน  พยาบาลห้องผ่าตัด  พยาบาลวิสัญญี  สูติแพทย์  กุมารแพทย์  ผู้ช่วยผ่าตัด

และคนสำคัญอีกคนหนึ่ง  คือวิสัญญีแพทย์

หรือที่คนทั่วไปเรียกติดปากว่า "หมอดมยา"

ทั้งที่ความจริงแล้วหลายครั้งหมอท่านนี้ไม่ได้ดมยาให้เลยด้วยซ้ำ

เพราะการผ่าคลอดส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมใช้การระงับความรู้สึกโดยการฉีดยาชาบริเวณไขสันหลังหรือบล็อกหลังมากกว่าการดมยาสลบ

ข้อดีสำคัญก็คือ

คุณแม่ยังรู้สึกตัวดี  หายใจเองได้  ได้ยินเสียงลูกร้องทันที  และสามารถเห็นหน้าลูกได้ตั้งแต่นาทีแรกของชีวิต

ส่วนการดมยาสลบยังมีบทบาทในบางกรณี เช่น ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบคลอดอย่างเร่งด่วน หรือในรายที่ไม่สามารถบล็อกหลังได้

ก่อนเริ่มบล็อกหลัง วิสัญญีแพทย์จะให้คุณแม่นั่งงอตัวหรือไม่ก็นอนตะแคงงอตัวคล้ายกุ้งแห้ง

ตรงนี้แหละครับที่หลายคนบอกว่ายากที่สุด

เพราะท้องก็ใหญ่  จะงอก็ลำบาก  แถมยังตื่นเต้นอีกต่างหาก แต่เอาเข้าจริงใช้เวลาไม่นาน

หลังฉีดยาไม่นาน ความรู้สึกอุ่น ๆ ชา ๆ ก็จะค่อย ๆ ไหลลงมาตามขา

บางคนบอกเหมือนขากำลังละลาย

บางคนบอกเหมือนขาหายไปจากโลกนี้แล้ว

พอทดสอบแล้วแน่ใจว่าชาเพียงพอ คุณหมอก็จะเริ่มเตรียมผ่าตัด

มีผ้าสีเขียวขนาดใหญ่กางขึ้นมาตรงหน้าอก

กลายเป็นกำแพงกั้นระหว่างคุณแม่กับสนามผ่าตัด

จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น

หลายคนคิดว่าการผ่าคลอดต้องใช้มีดผ่ากันโหดเหี้ยมเหมือนหนังแอ็กชัน

แต่ความจริงแล้วขั้นตอนส่วนใหญ่ทำอย่างนุ่มนวลและเป็นระบบมาก

แผลผ่าตัดในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นแนวขวางต่ำเหนือหัวหน่าว ซ่อนอยู่บริเวณขอบกางเกงใน

ข้อดีคือสวยกว่า เจ็บน้อยกว่า และมีความแข็งแรงดีในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

หลังผ่านผิวหนัง ชั้นไขมัน และชั้นผนังหน้าท้องแล้ว คุณหมอก็จะค่อย ๆ เปิดทางเข้าสู่มดลูก

ตรงนี้เองที่หลายคนประหลาดใจ

เพราะถึงแม้จะไม่เจ็บ

แต่จะรู้สึกเหมือนมีคนกำลังดัน กด ดึง หรือเขย่าตัวอยู่ข้างใน

บางครั้งรู้สึกเหมือนมีคนกำลังนั่งบนหน้าอกเบา ๆ

อย่าเพิ่งตกใจนะครับ

เป็นความรู้สึกปกติ

ไม่ได้หมายความว่าฤทธิ์ยาชาหมด

พอเปิดมดลูกเรียบร้อย ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง

สูติแพทย์จะช่วยนำศีรษะและลำตัวของลูกออกมาอย่างนุ่มนวล

แล้วทันใดนั้นเอง...

เสียงร้องแรกของชีวิตก็ดังขึ้น

อู้แว้...

เสียงนี้แหละครับ

เป็นเสียงที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่จำนวนมากร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว

เก้าเดือนที่รอคอย

ความกังวลทั้งหมด

ความเจ็บปวดทั้งหมด

เหมือนถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องเพียงไม่กี่วินาที

กุมารแพทย์จะรับตัวเด็กไปประเมินการหายใจ สีผิว การเต้นของหัวใจ และตรวจร่างกายเบื้องต้น

ปัจจุบันหากเด็กแข็งแรงดี หลายโรงพยาบาลจะส่งเสริมให้คุณแม่ได้สัมผัสลูกแบบเนื้อแนบเนื้อตั้งแต่ระยะแรก เพื่อช่วยเรื่องสายสัมพันธ์และการเริ่มต้นให้นมแม่

ส่วนทางด้านสนามผ่าตัด ภารกิจยังไม่จบนะครับ

เพราะแม้ลูกจะออกมาแล้ว แต่คุณหมอยังต้องนำรกออก ตรวจดูความเรียบร้อยภายในมดลูก และเย็บซ่อมทุกชั้นกลับคืนให้แข็งแรง

ช่วงนี้เองที่ใช้เวลานานที่สุด

เด็กออกมาแล้วในไม่กี่นาที

แต่การเย็บปิดกลับอาจใช้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น

เหมือนตอนรื้อบ้านใช้เวลาไม่นาน

แต่ตอนเก็บบ้านนี่แหละครับที่เหนื่อยกว่า

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แผลก็จะถูกปิดอย่างสวยงาม

ทีมผ่าตัดช่วยกันตรวจซ้ำอีกครั้ง

นับผ้าก๊อซ

นับเครื่องมือ

ตรวจความเรียบร้อยทุกอย่าง

ก่อนส่งคุณแม่ไปห้องพักฟื้น

ภารกิจคลอดลูกจึงถือว่าเสร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง

แต่เรื่องราวยังไม่จบนะครับ

เพราะหลังผ่าตัดคลอดนี่แหละ

คือช่วงที่คุณแม่หลายคนค้นพบว่า

ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ห้องผ่าตัด

ไม่ใช่เข็มบล็อกหลัง

ไม่ใช่แผลผ่าตัด

แต่คือ...

"การลุกจากเตียงครั้งแรก"

พอผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย คุณแม่ก็จะถูกย้ายมาที่ห้องพักฟื้น

ลืมตาขึ้นมาอีกที...

ลูกคลอดแล้ว

ทุกอย่างผ่านไปแล้ว

รอดชีวิตแล้ว...

แต่เดี๋ยวก่อนครับ

นี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

ในอดีตคุณแม่ที่ผ่าคลอดมักจะถูกให้นอนนิ่ง ๆ บนเตียงเป็นเวลานาน งดน้ำ งดอาหารกันเป็นวัน ๆ แต่ปัจจุบันแนวทางการดูแลหลังผ่าตัดเปลี่ยนไปมากแล้ว

หมอสมัยใหม่ใจร้อนครับ

ผ่าเสร็จไม่ทันไร

ก็อยากให้ลุกแล้ว

อยากให้เดินแล้ว

อยากให้กินแล้ว

ฟังดูเหมือนใจร้าย

แต่จริง ๆ แล้วมีเหตุผลทางการแพทย์รองรับทั้งนั้น

เพราะยิ่งลุกเร็ว

ลำไส้ยิ่งฟื้นตัวเร็ว

โอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันยิ่งลดลง

ปอดขยายตัวดีขึ้น

และฟื้นตัวได้เร็วกว่าเดิมมาก

ดังนั้นหลังผ่าตัดไม่กี่ชั่วโมง หากทุกอย่างปกติดี หลายโรงพยาบาลจะเริ่มให้จิบน้ำได้แล้ว

ไม่ต้องรอ 24 ชั่วโมงเหมือนสมัยก่อน

บางแห่งให้เริ่มรับประทานอาหารอ่อนในวันเดียวกันเลยด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่คุณแม่ส่วนใหญ่กลัวที่สุด ไม่ใช่เรื่องกิน

เป็นเรื่องลุก

เพราะพอพยาบาลเดินเข้ามาบอกว่า

"เดี๋ยวลองลุกเดินกันนะคะ"

คุณแม่หลายคนจะมีสีหน้าเหมือนเพิ่งได้รับคำสั่งให้ปีนเขาเอเวอเรสต์

"เดินเลยเหรอคะพี่"

"แผลยังสดอยู่เลยนะคะ"

"ขออยู่แบบนี้อีกสามวันไม่ได้เหรอคะ"

คำตอบคือ...

ไม่ได้ครับ

ต้องลุก

แต่ไม่ต้องลุกแบบพระเอกหนังจีนกำลังภายในที่กระโดดผลุงขึ้นมาจากเตียง

ให้ค่อย ๆ ทำทีละขั้น

เริ่มจากตะแคงตัว

ใช้แขนช่วยดันตัวขึ้นนั่ง

ห้อยขาลงข้างเตียง

นั่งพักสักครู่

แล้วจึงค่อย ๆ ยืน

ครั้งแรกอาจรู้สึกมึน

อาจรู้สึกตึง

อาจรู้สึกเหมือนหน้าท้องกำลังประท้วงรัฐบาล

แต่ส่วนใหญ่พอเดินได้ไม่กี่รอบ กลับรู้สึกดีขึ้นอย่างชัดเจน

และที่น่าแปลกก็คือ

คนที่กลัวจนตัวสั่นก่อนลุก

มักจะกลับมาบอกทีหลังว่า

"ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด"

ในช่วงสองสามวันแรก มดลูกก็จะเริ่มภารกิจสำคัญของตัวเอง

นั่นคือการหดตัวกลับเข้าสู่ขนาดเดิม

ลองนึกภาพลูกโป่งใบใหญ่ที่เพิ่งปล่อยลมออก

มันต้องค่อย ๆ ยุบตัวลงทีละน้อย

มดลูกก็เช่นกัน

ทุกวันจะค่อย ๆ เล็กลงเรื่อย ๆ

โดยเฉพาะเวลาที่ลูกดูดนมแม่

ฮอร์โมนออกซิโตซินจะหลั่งออกมา

ช่วยให้มดลูกบีบตัวได้ดีขึ้น

คุณแม่หลายคนจึงรู้สึกปวดหน่วง ๆ ในท้องน้อยเวลาลูกดูดนม

เจ็บนิดหน่อย

แต่เป็นอาการที่ดี

เพราะแสดงว่ามดลูกกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง

สิ่งที่หมอสูติทุกคนกังวลมากในช่วงหลังคลอดก็คือ

"การตกเลือด"

เพราะถึงแม้การผ่าคลอดในปัจจุบันจะปลอดภัยมากแล้ว แต่ภาวะตกเลือดยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะแทรกซ้อนทั่วโลก

ดังนั้นคุณหมอและพยาบาลจึงคอยตรวจดูอยู่เสมอว่า

มดลูกแข็งดีหรือไม่

เลือดออกมากผิดปกติหรือไม่

สัญญาณชีพปกติดีหรือไม่

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยก็ถือว่าผ่านด่านสำคัญไปอีกหนึ่งด่าน

ส่วนเรื่องน้ำคาวปลา หลายคนเข้าใจผิดว่าผ่าคลอดแล้วจะไม่มี

ความจริงมีครับ

ทุกคนมี

เพราะเป็นกระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติของเยื่อบุโพรงมดลูกหลังคลอด

ช่วงแรกจะมีสีแดงคล้ายประจำเดือน

ต่อมาจะค่อย ๆ จางลงเป็นสีน้ำตาล สีชมพู และสีเหลืองขาว

อาจมีได้นาน 4-6 สัปดาห์ หรือบางรายนานกว่านั้นเล็กน้อย

ดังนั้นถ้ายังมีน้ำคาวปลาอยู่ในช่วงเดือนแรกก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร

สิ่งที่ควรระวังคือ

เลือดออกมากขึ้นเรื่อย ๆ

มีกลิ่นเหม็น

มีไข้

หรือปวดท้องมากผิดปกติ

อันนั้นควรกลับมาพบแพทย์

ส่วนแผลผ่าตัดที่หน้าท้องนั้น

ปัจจุบันสวยขึ้นมาก

บางรายผ่านไปไม่กี่เดือนแทบมองไม่เห็น

แต่ในช่วงแรกก็ยังต้องช่วยดูแลกันหน่อย

หลักง่าย ๆ คือ

แผลไม่บวม

ไม่แดง

ไม่ร้อน

ไม่เจ็บมากขึ้น

ไม่มีหนอง

และไม่มีไข้

ถ้าครบทุกข้อก็ถือว่าสอบผ่าน

หลายคนพอถึงบ้านก็เริ่มส่องกระจกดูแผลวันละสิบรอบ

ยิ่งดูยิ่งกังวล

ยิ่งกังวลยิ่งดู

กลายเป็นวงจรอุบาทว์

ความจริงแล้วแผลส่วนใหญ่หายได้เองตามธรรมชาติ ขอเพียงรักษาความสะอาดและมาตรวจตามนัดก็พอ

แล้วเรื่องที่คุณแม่หลายคนอยากรู้ที่สุดล่ะ

คลอดเองกับผ่าคลอด

อะไรดีกว่ากันแน่

คำตอบก็คือ

ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน

การคลอดเองมีข้อดีมากมาย

ฟื้นตัวเร็ว

เจ็บแผลน้อยกว่า

อยู่โรงพยาบาลสั้นกว่า

และเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ

แต่ในบางสถานการณ์ การผ่าคลอดกลับเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าอย่างชัดเจน

ดังนั้นเป้าหมายที่แท้จริงของสูติแพทย์จึงไม่ใช่

"ต้องคลอดเอง"

หรือ

"ต้องผ่าคลอด"

แต่เป็น

"แม่ปลอดภัย ลูกปลอดภัย"

ต่างหาก

ส่วนคำถามสุดท้ายที่ถามกันแทบทุกคลินิกก็คือ

"หมอคะ ท้องแรกผ่าคลอด ท้องหน้าจะคลอดเองได้ไหม"

คำตอบคือ

อาจได้ครับ

ปัจจุบันมีแนวทางที่เรียกว่า VBAC หรือ Vaginal Birth After Cesarean

ซึ่งหมายถึงการคลอดทางช่องคลอดหลังเคยผ่าคลอดมาก่อน

ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม อัตราสำเร็จสูงถึงประมาณ 60-80 เปอร์เซ็นต์

แต่ก็ต้องประเมินเป็นราย ๆ ไป

ขึ้นกับเหตุผลที่เคยผ่าครั้งก่อน

ชนิดของแผลผ่าตัดที่มดลูก

สุขภาพของแม่

ขนาดของลูก

และความพร้อมของโรงพยาบาล

ดังนั้นคำตอบจึงไม่ได้เหมือนกันทุกคน

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณแม่จะคลอดเอง หรือผ่าคลอด

ไม่ว่าจะเจ็บครรภ์อยู่สิบชั่วโมง

หรืออยู่ในห้องผ่าตัดหนึ่งชั่วโมง

เมื่อได้อุ้มลูกครั้งแรก

ทุกคนจะรู้สึกเหมือนกันหมด

นั่นคือความรู้สึกมหัศจรรย์ที่อธิบายเป็นคำพูดยากมาก

ความเหนื่อยทั้งหมด

ความกลัวทั้งหมด

ความเจ็บทั้งหมด

เหมือนจะหายไปในทันที

เหลือเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่นอนอยู่ในอ้อมแขน

และทำให้ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง

กลายเป็น "แม่"

อย่างสมบูรณ์


 




ดูคลิปผ่าตีดคลอดตั้งแต่เริ่มลงมีดเลยครับ

ดูคลิปผ่ากันสดๆ...ถ้าใจแข็งพอ


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม