ริดสีดวงทวาร…เพื่อนสนิทยามตั้งครรภ์
ริดสีดวง...เพื่อนร่วมทางของคุณแม่ตั้งครรภ์
เป็นคนท้องก็คงจะต้องลำบากกว่าตอนไม่ท้องเป็นธรรมดา โรคภัยไข้เจ็บที่เคยแอบซ่อนตัวอยู่อย่างสงบเสงี่ยม บางทีก็ถือโอกาสออกมาแสดงตัวให้เห็นเด่นชัดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์
โรคที่กำลังจะพูดถึงวันนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ และโดยมากก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณแม่ แต่ปัญหาคือมันชอบตามติดอยู่ด้วยแทบทุกฝีก้าว จนบางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งคอยอยู่เคียงข้างตลอดเวลา
จะเป็นใครไปได้อีกล่ะครับ...
ก็ "ริดสีดวงทวาร" นั่นเอง
ริดสีดวงทวารเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในหญิงตั้งครรภ์ บางการศึกษาพบว่าคุณแม่ประมาณ 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 3 อาจมีอาการของริดสีดวงในช่วงใดช่วงหนึ่งของการตั้งครรภ์ ถ้าหากไม่เคยเป็นมาก่อน ก็อาจมาเริ่มเป็นเอาตอนท้องนี่แหละ แต่ถ้าเคยเป็นอยู่แล้ว ก็มักจะถูกการตั้งครรภ์ซ้ำเติมให้เป็นมากขึ้นกว่าเดิม
ริดสีดวงทวารเกิดจากการขยายตัวและเคลื่อนต่ำลงของเนื้อเยื่อรองรับภายในทวารหนัก ซึ่งประกอบไปด้วยหลอดเลือดและเนื้อเยื่อพยุงต่าง ๆ เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้บวมโตขึ้น ก็จะเกิดเป็นหัวริดสีดวง บางครั้งอาจยื่นโผล่ออกมาภายนอกทวารหนักได้
ในระยะแรก ๆ หลังถ่ายอุจจาระเสร็จ หัวริดสีดวงอาจหดกลับเข้าไปได้เอง แต่ถ้าเริ่มเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะเวลานั่งถ่ายนาน ๆ หรือเบ่งมากเกินไป หัวริดสีดวงก็อาจยื่นออกมาแล้วไม่ยอมกลับเข้าไปเอง ต้องช่วยดันกลับเข้าไปบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนในรายที่เป็นมากจริง ๆ ก็อาจยื่นออกมาอยู่ข้างนอกตลอดเวลา
คงคิดว่าอยู่ข้างในมานานแล้ว ขอออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้างก็แล้วกัน...
การตั้งครรภ์ถือเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตของริดสีดวง
ตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีเลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะในอุ้งเชิงกรานมากขึ้น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นก็ทำให้ผนังหลอดเลือดคลายตัวและขยายตัวได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักบวมได้มากขึ้น
เท่านั้นยังไม่พอ ฮอร์โมนตัวเดียวกันยังทำให้ลำไส้ทำงานช้าลง อาหารเดินทางผ่านลำไส้นานขึ้น ลำไส้จึงดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น อุจจาระจึงแข็งและแห้งกว่าเดิม
ผลลัพธ์ก็คือ...
ท้องผูก
เมื่อท้องผูกก็ต้องนั่งถ่ายนาน
ยิ่งนั่งถ่ายนานก็ยิ่งเบ่ง
ยิ่งเบ่งมาก ริดสีดวงก็ยิ่งบวม
เรียกได้ว่าเป็นวงจรที่ร่วมมือร่วมใจกันอย่างดีระหว่างท้องผูกกับริดสีดวง
โดยเฉพาะคุณแม่ที่ชอบเอามือถือเข้าไปเล่นในห้องน้ำ ตั้งใจจะเข้าไปห้านาที แต่กว่าจะออกมาได้ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว แบบนี้ริดสีดวงก็ยิ้มแก้มปริเลยครับ
นอกจากนั้นคุณหมอยังมักให้ธาตุเหล็กเสริมระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันภาวะโลหิตจาง แม้จะไม่ได้ทำให้ท้องผูกในทุกคน แต่ก็มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าถ่ายลำบากขึ้นหลังเริ่มรับประทานยา
พอเข้าสู่ช่วงครรภ์แก่ สถานการณ์ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก
ลูกน้อยในครรภ์โตขึ้นเรื่อย ๆ มดลูกที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นก็เริ่มเบียดอวัยวะทุกอย่างในช่องท้อง ลำไส้ถูกกดเบียดจนอาหารเคลื่อนผ่านได้ช้าลงกว่าเดิม อาการท้องผูกจึงยิ่งเป็นมากขึ้น
ขณะเดียวกันมดลูกขนาดใหญ่ยังไปกดทับหลอดเลือดดำในอุ้งเชิงกราน ทำให้เลือดไหลกลับจากบริเวณทวารหนักได้ยากขึ้น หัวริดสีดวงจึงยิ่งบวมโตขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อใกล้คลอด ความดันภายในช่องท้องก็สูงขึ้นมาก หัวลูกเริ่มเคลื่อนต่ำลงมาในอุ้งเชิงกราน ริดสีดวงที่เคยซ่อนตัวอยู่ดี ๆ ก็เริ่มโผล่หน้ามาให้เห็นบ่อยขึ้น
แต่ช่วงเวลาที่ริดสีดวงต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหนาสาหัสที่สุด ก็คือ...
ช่วงเบ่งคลอด
การเบ่งคลอดนั้นใช้แรงมากกว่าการเบ่งอุจจาระหลายเท่า และต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลานาน หลอดเลือดบริเวณทวารหนักจึงถูกกดดันอย่างเต็มที่
เมื่อการคลอดเสร็จสิ้น ทุกคนต่างยินดีกับสมาชิกใหม่ของครอบครัว
แต่ในขณะเดียวกัน...
ก็มีบางสิ่งโผล่ออกมาพร้อมกัน
นั่นคือริดสีดวงที่ถูกเบ่งออกมาจนบวมเป่ง
แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครยินดีต้อนรับสักเท่าไร
คุณแม่หลายคนบอกว่า
"แผลฝีเย็บยังพอทนได้ แต่ริดสีดวงนี่สิ ทรมานจริง ๆ"
จะนั่งก็ไม่ถนัด จะเดินก็ไม่สบาย ต้องคอยขยับก้นซ้ายที ขวาทีอยู่ตลอดเวลา
เวลาหมอไปเยี่ยมหลังคลอด ถ้าเห็นคุณแม่นั่งบิดไปบิดมาอยู่บนเตียง ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่ามีของแถมติดมาด้วยจากห้องคลอด
อาการปวดจากริดสีดวงหลังคลอดมักเป็นมากในช่วง 3-5 วันแรก และส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
ในบางรายอาจเกิดลิ่มเลือดไปอุดอยู่ภายในหัวริดสีดวง ทำให้เกิดก้อนแข็งสีม่วงคล้ำและปวดมากผิดปกติ กรณีเช่นนี้ควรพบแพทย์ เพราะบางครั้งอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม
ข่าวดีก็คือ ริดสีดวงส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ยุบลงเองหลังคลอด และมักดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 4-8 สัปดาห์
แม้อาจเหลือร่องรอยเอาไว้บ้างเล็กน้อยให้คิดถึงกันเป็นครั้งคราวก็ตาม
การรักษาริดสีดวงที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้น
คุณแม่ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูงเป็นประจำ ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงการนั่งห้องน้ำนานเกินความจำเป็น
การเดินออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นได้มาก
หากเริ่มมีอาการท้องผูก ควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ปัจจุบันมียาหลายชนิดที่สามารถช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้นและใช้ได้อย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหรือแสบจากริดสีดวง การแช่ก้นในน้ำอุ่นวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที มักช่วยให้อาการดีขึ้นได้มาก
ในบางรายอาจใช้ยาทาหรือยาเหน็บร่วมด้วยตามคำแนะนำของแพทย์
ถ้าหัวริดสีดวงภายในยื่นออกมา สามารถใช้นิ้วที่สะอาดดันกลับเข้าไปอย่างนุ่มนวลได้ แต่ถ้าเจ็บมาก มีก้อนแข็ง หรือมีเลือดออกผิดปกติ ก็ควรรีบมาพบแพทย์
และที่สำคัญที่สุด...
อย่าปล่อยให้ตัวเองท้องผูก
เพราะท้องผูกคือเพื่อนรักที่ดีที่สุดของริดสีดวง
ส่วนคุณแม่นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับมันเลยครับ
ดูแลตัวเองดี ๆ
ดื่มน้ำมาก ๆ
กินผักผลไม้ให้เพียงพอ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
แล้ววันหนึ่งหลังคลอด...
เพื่อนร่วมทางคนนี้ก็มักจะค่อย ๆ โบกมือลาจากไป
ถึงตอนนั้น...
บางคนอาจจะไม่คิดถึงเขาเลยก็ได้ครับ!
Reference
-Williams Obstetrics, 26th Edition, Chapter on Gastrointestinal Disorders in Pregnancy
-Berek & Novak's Gynecology, 17th Edition
-American Society of Colon and Rectal Surgeons (ASCRS) Clinical Practice Guidelines for Hemorrhoids
-ACOG Practice Guidance on Common Discomforts of Pregnancy
-Abramowitz L. et al. Hemorrhoids and pregnancy. Journal of Visceral Surgery. 2014.


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น