คู่มือคุณแม่หลังคลอด

 คุณแม่หลังคลอด...ดูแลตัวเองอย่างไรให้กลับมาสวย แข็งแรง และมีความสุข


ในระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไปฝากครรภ์สม่ำเสมอ ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน พักผ่อนให้เพียงพอ และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกน้อยในครรภ์เติบโตแข็งแรงสมบูรณ์


แต่พอคลอดลูกออกมาแล้ว หลายคนกลับทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่ลูกน้อย จนลืมไปว่าคนที่เพิ่งผ่านการทำงานหนักที่สุดคนหนึ่งในชีวิตก็คือตัวคุณแม่นั่นเอง


การคลอดบุตรไม่ว่าจะคลอดเองหรือผ่าตัดคลอด ล้วนเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อวัยวะต่าง ๆ ที่เคยปรับตัวเพื่อรองรับการตั้งครรภ์ จะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงหลังคลอด


ดังนั้นการดูแลตัวเองในระยะหลังคลอดจึงมีความสำคัญไม่แพ้การดูแลตัวเองในระหว่างตั้งครรภ์เลย


คุณแม่ที่ดูแลตัวเองได้ดี มักฟื้นตัวได้เร็ว แข็งแรง เลี้ยงลูกได้อย่างมีความสุข และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้อีกมาก


สุขภาพของคุณแม่ คือจุดเริ่มต้นของครอบครัวที่มีความสุขนะครับ


ความสำคัญของระยะหลังคลอด


ระยะหลังคลอดเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่กำลังซ่อมแซมตัวเองหลังจากผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร


ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มดลูกขยายใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่า เต้านมเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างน้ำนม ระบบไหลเวียนเลือดเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก


หลังคลอด อวัยวะเหล่านี้จะค่อย ๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์


ในขณะเดียวกัน คุณแม่ยังต้องเรียนรู้บทบาทใหม่ในการดูแลลูกน้อย ต้องปรับตัวกับการอดนอน การให้นมลูก และความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ


การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะช่วยให้คุณแม่ดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และไม่วิตกกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของร่างกาย


การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะหลังคลอด


มดลูก


ทันทีหลังคลอด มดลูกซึ่งเคยเป็นบ้านหลังใหญ่ของลูกน้อยจะเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็ว


ในช่วงแรกคุณแม่สามารถคลำมดลูกได้เป็นก้อนแข็งกลม ๆ อยู่บริเวณระดับสะดือ มดลูกจะค่อย ๆ ลดระดับลงประมาณวันละ 1 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 นิ้วมือ


ภายใน 10-14 วัน มดลูกจะหดตัวเล็กลงจนไม่สามารถคลำได้จากทางหน้าท้อง และจะกลับเข้าสู่ขนาดใกล้เคียงก่อนตั้งครรภ์ภายในประมาณ 6 สัปดาห์หลังคลอด


ในช่วง 2-3 วันแรก มดลูกจะมีการบีบตัวเป็นพัก ๆ เพื่อช่วยห้ามเลือดบริเวณที่รกเคยเกาะอยู่ ทำให้คุณแม่หลายคนมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน


คุณแม่ที่เคยมีลูกหลายคนมักจะปวดมากกว่าคุณแม่ท้องแรก


นอกจากนี้ ขณะที่ลูกดูดนมแม่ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนมและช่วยให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้น คุณแม่จึงมักรู้สึกปวดมดลูกมากขึ้นในช่วงให้นมลูก


แม้จะปวดอยู่บ้าง แต่ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงว่ามดลูกกำลังเข้าอู่ตามธรรมชาติ


คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มดลูกมักจะหดตัวกลับเข้าสู่สภาพปกติได้เร็วกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้ให้นมลูก


น้ำคาวปลา


หลังคลอดแล้ว คุณแม่ทุกคนจะมีน้ำคาวปลาไหลออกมาทางช่องคลอด


น้ำคาวปลาไม่ได้เป็นเพียงเลือดอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยเลือด เยื่อบุโพรงมดลูก เมือก และเซลล์ต่าง ๆ ที่ถูกขับออกจากโพรงมดลูกในระหว่างที่มดลูกกำลังฟื้นตัว


ในช่วง 3-4 วันแรก น้ำคาวปลามักมีสีแดงสดคล้ายประจำเดือน เรียกว่า Lochia Rubra


หลังจากนั้นสีจะค่อย ๆ จางลง กลายเป็นสีชมพูหรือน้ำตาลอ่อน เรียกว่า Lochia Serosa


เมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ น้ำคาวปลาจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือเหลืองอ่อน เรียกว่า Lochia Alba


น้ำคาวปลาสามารถมีได้ต่อเนื่องนาน 4-6 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ


บางวันอาจออกมาก บางวันอาจออกน้อย โดยเฉพาะเวลาที่คุณแม่เดินมาก อุ้มลูกนาน หรือออกแรงมาก น้ำคาวปลาอาจเพิ่มขึ้นชั่วคราวได้


แต่ถ้ามีเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการตกเลือดหรือการติดเชื้อหลังคลอด


สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด บางรายอาจมีน้ำคาวปลาน้อยกว่าผู้ที่คลอดทางช่องคลอด เนื่องจากระหว่างการผ่าตัดมีการนำเลือดและเศษเยื่อบุบางส่วนออกจากโพรงมดลูก แต่ยังสามารถมีน้ำคาวปลาได้หลายสัปดาห์เช่นเดียวกัน


ดังนั้นถ้าน้ำคาวปลาหมดเร็ว หรือหมดช้ากว่าเพื่อนเล็กน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป ขอเพียงปริมาณค่อย ๆ ลดลง และไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

แผลฝีเย็บ

คุณแม่ที่คลอดทางช่องคลอดหลายคนอาจมีแผลฝีเย็บหลังคลอด ไม่ว่าจะเป็นแผลที่แพทย์ช่วยตัดขยายปากช่องคลอดในระหว่างคลอด หรือแผลฉีกขาดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

เมื่อการคลอดเสร็จสิ้น แพทย์จะทำการเย็บซ่อมแซมแผลกลับเข้าที่เดิม โดยส่วนใหญ่มักใช้ไหมละลาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องกลับมาตัดไหมในภายหลัง

ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด แผลฝีเย็บมักมีอาการบวม เจ็บ หรือรู้สึกตึง ๆ ได้เป็นปกติ การใช้ถุงเจลเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งประคบเป็นระยะ ๆ จะช่วยลดอาการปวดและลดบวมได้ดี

หลังจากพ้นวันแรกไปแล้ว การแช่ก้นในน้ำอุ่น (Sitz bath) วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและช่วยลดอาการเจ็บได้

ถ้าปวดมาก สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดที่แพทย์สั่งได้ โดยยาส่วนใหญ่ที่ใช้ในระยะหลังคลอดสามารถใช้ร่วมกับการให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัย

โดยทั่วไปอาการปวดแผลจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ และแผลมักหายดีภายใน 2-3 สัปดาห์

การดูแลความสะอาดมีความสำคัญมาก หลังเข้าห้องน้ำควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด ซับให้แห้ง และเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ อย่าปล่อยให้อับชื้น เพราะความชื้นเป็นเพื่อนสนิทของเชื้อโรค

เวลาทำความสะอาด ควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเคลื่อนมาปนเปื้อนบริเวณแผล

หากมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ แผลบวมแดง มีหนอง หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรกลับมาพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อได้

ช่องคลอดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ในระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอด กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องรับน้ำหนักของมดลูกและทารกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน

ขณะคลอด กล้ามเนื้อเหล่านี้ยังต้องยืดขยายอย่างมากเพื่อให้ลูกน้อยผ่านออกมาได้

ดังนั้นหลังคลอดคุณแม่หลายคนจึงรู้สึกว่าช่องคลอดไม่กระชับเหมือนเดิม รู้สึกหน่วงในอุ้งเชิงกราน หรือบางครั้งอาจมีปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หรือหัวเราะ

ข่าวดีก็คือ ร่างกายของผู้หญิงถูกออกแบบมาให้ฟื้นตัวได้ดีอย่างน่าทึ่ง

ในช่วงหลายสัปดาห์แรกหลังคลอด เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติ

สิ่งที่ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ดียิ่งขึ้นก็คือ การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือที่หลายคนเรียกว่า "ขมิบ"

เวลาปฏิบัติ ให้นึกเหมือนกำลังกลั้นปัสสาวะหรือกลั้นผายลม ขมิบค้างไว้ประมาณ 5-10 วินาที แล้วคลายออก ทำซ้ำหลายครั้งต่อชุด วันละหลายชุด

ข้อดีของการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่ได้มีเฉพาะเรื่องความกระชับเท่านั้น แต่ยังช่วยลดปัญหาปัสสาวะเล็ด เพิ่มความแข็งแรงของอุ้งเชิงกราน และอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนในอนาคตได้อีกด้วย

บางคนชอบทำตอนดูโทรทัศน์ บางคนทำระหว่างให้นมลูก บางคนทำตอนรถติด

ข้อดีของการบริหารชนิดนี้คือ ไม่มีใครรู้ว่าคุณกำลังออกกำลังกายอยู่

หน้าท้องหลังคลอด

หลังคลอดแล้ว คุณแม่หลายคนรีบเดินไปส่องกระจก แล้วพบว่าหน้าท้องยังคงป่องอยู่เหมือนยังตั้งครรภ์หลายเดือน

ไม่ต้องตกใจครับ

ลูกคลอดออกมาแล้วก็จริง แต่มดลูกยังไม่ได้หดตัวกลับทันที กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ถูกยืดขยายมาตลอด 9 เดือนก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวเช่นกัน

นอกจากนี้ คุณแม่จำนวนไม่น้อยยังมีไขมันสะสมเพิ่มขึ้นจากช่วงตั้งครรภ์อีกด้วย

ดังนั้นการที่หน้าท้องยังไม่กลับมาแบนราบทันทีหลังคลอดจึงเป็นเรื่องปกติ

สิ่งสำคัญคืออย่าใจร้อน

การอดอาหาร การรัดหน้าท้องอย่างรุนแรง หรือการออกกำลังกายหนักเกินไปในระยะต้นหลังคลอด ไม่ได้ช่วยให้รูปร่างกลับมาเร็วขึ้น แต่กลับอาจทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลง

วิธีที่ได้ผลที่สุดยังคงเป็นสูตรเดิม ๆ ที่ได้ผลมาตลอดหลายสิบปี

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ฟังดูง่ายจนไม่น่าเชื่อ แต่ได้ผลจริงครับ

สำหรับรอยดำที่หน้าท้อง เช่น เส้นดำกลางท้อง (Linea Nigra) หรือรอยคล้ำจากฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์ มักจะค่อย ๆ จางลงเองภายในหลายเดือนหลังคลอด

ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบขัดผิว อบตัว หรือซื้อครีมราคาแพงมาทดลองกับร่างกายของตัวเอง

บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการให้เวลาแก่ธรรมชาติ

แผลผ่าตัดคลอด

คุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้อง มักมีแผลผ่าตัดยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตรบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง

ในปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักใช้ไหมละลาย หรือใช้วัสดุปิดแผลที่สามารถอาบน้ำได้

ดังนั้นก่อนกลับบ้าน ควรสอบถามแพทย์หรือพยาบาลให้ชัดเจนว่าแผลของตนเองต้องดูแลอย่างไร สามารถอาบน้ำได้หรือไม่ และจำเป็นต้องกลับมาตัดไหมหรือไม่

โดยทั่วไปแผลจะติดดีภายใน 7-10 วัน

ระหว่างที่แผลกำลังหาย อาจมีอาการคัน ตึง หรือรู้สึกชา ๆ บริเวณรอบแผลได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

สิ่งสำคัญคือหลีกเลี่ยงการเกาแรง ๆ และหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก

ส่วนเรื่องแผลเป็นนั้น มีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ทั้งพันธุกรรม ลักษณะผิวหนัง และการหายของแผลในแต่ละบุคคล

บางคนแผลแทบมองไม่เห็น ในขณะที่บางคนอาจเกิดแผลนูนได้ แม้จะดูแลแผลอย่างดีแล้วก็ตาม

ดังนั้นอย่าเพิ่งโทษตัวเองหากแผลเป็นไม่สวยอย่างที่หวัง

บางเรื่องก็ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมมากกว่าที่คิดครับ

นมคัด

หลังคลอดประมาณ 2-5 วัน คุณแม่หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าเต้านมขยายใหญ่ขึ้น คัดตึง หนัก และบางครั้งก็ปวดจนแทบไม่อยากให้ใครมาแตะ

อาการนี้เรียกว่า "นมคัด" ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายเริ่มผลิตน้ำนมมากขึ้น ร่วมกับการมีเลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนมาเลี้ยงเต้านมเพิ่มขึ้น

อาการนมคัดเป็นเรื่องปกติ และถือเป็นสัญญาณว่าน้ำนมกำลังมา

สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันและรักษานมคัด คือการระบายน้ำนมออกอย่างสม่ำเสมอ

วิธีที่ดีที่สุดก็คือให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ

ถ้าลูกยังดูดได้ไม่ดี หรือดูดไม่หมดเต้า อาจใช้การบีบน้ำนมหรือเครื่องปั๊มนมช่วยระบายเพิ่มเติม

ก่อนให้นมหรือปั๊มนม การประคบอุ่นประมาณ 5-10 นาที และนวดเต้านมเบา ๆ จะช่วยให้น้ำนมไหลได้ดีขึ้น

หลังให้นมหรือปั๊มนมเสร็จแล้ว การประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมและลดความเจ็บปวดได้

คุณแม่หลายคนตกใจเมื่อเห็นเต้านมตัวเองใหญ่ขึ้นผิดหูผิดตา

อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองกำลังจะไปประกวดนางงามนะครับ

อีกไม่กี่สัปดาห์ ร่างกายจะปรับสมดุลระหว่างการสร้างและการใช้น้ำนมได้เอง อาการคัดตึงก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น

แต่ถ้าคัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เต้านมบวมแดง ร้อน กดเจ็บ หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของเต้านมอักเสบหรือฝีที่เต้านมได้

หัวนมแตก

ปัญหาที่ทำให้คุณแม่หลายคนถอดใจจากการให้นมบุตรเร็วที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ "หัวนมแตก"

หลายคนเข้าใจว่าหัวนมแตกเป็นเรื่องปกติของการให้นมลูก

ความจริงแล้ว หัวนมแตกส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ลูกอมเต้านมไม่ถูกวิธี

เวลาลูกดูดนมที่ถูกต้อง ปากของลูกควรอ้ากว้าง คาบลึกถึงลานนม ไม่ใช่ดูดเฉพาะปลายหัวนม

หากลูกคาบตื้นเกินไป แรงดูดทั้งหมดจะตกอยู่ที่หัวนมเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดการเสียดสีและเกิดแผลในที่สุด

เมื่อมีอาการหัวนมแตก สิ่งแรกที่ควรทำคือแก้ไขท่าให้นมและวิธีอมเต้าให้ถูกต้อง

หลังให้นมสามารถทาน้ำนมแม่เล็กน้อยบริเวณหัวนมแล้วปล่อยให้แห้งเอง หรือใช้ลาโนลินชนิดบริสุทธิ์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้

คุณแม่ส่วนใหญ่ยังสามารถให้นมต่อได้ตามปกติ

ยิ่งหยุดให้นมนาน น้ำนมยิ่งคั่ง และปัญหาอาจซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

แต่ถ้ามีอาการเจ็บรุนแรง เลือดออกมาก หรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์หรือคลินิกนมแม่

ท่าให้นมก็มีความสำคัญ

การให้นมลูกไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำนม

แต่เป็นเรื่องของท่านั่ง ท่าอุ้ม หมอนรองแขน และความสบายของทั้งแม่และลูก

คุณแม่สามารถให้นมได้หลายท่า ไม่ว่าจะเป็นท่าอุ้มขวางตัก ท่าฟุตบอล ท่านอนตะแคง หรือท่าอื่น ๆ ตามความถนัด

ไม่มีท่าไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน

มีแต่ท่าที่เหมาะกับแม่ลูกคู่นั้นมากที่สุด

ก่อนให้นมควรจัดท่านั่งให้สบาย มีพนักพิงหลัง และมีหมอนช่วยรองรับแขนหรือรองรับตัวลูก

จำไว้ว่า

ถ้าคุณแม่ต้องเกร็งตัวตลอดมื้อ ลูกอาจกินนมเพียง 20 นาที

แต่คุณแม่อาจปวดหลังไปอีก 2 วัน

ดังนั้นจัดท่าให้สบายก่อนเริ่มให้นมทุกครั้ง

การตรวจหลังคลอด

แม้จะคลอดลูกเรียบร้อยแล้ว แต่ภารกิจของการดูแลสุขภาพยังไม่จบ

คุณแม่ควรมาพบแพทย์ตามนัดหลังคลอด เพื่อประเมินการฟื้นตัวของร่างกายและวางแผนการดูแลในระยะยาว

โดยทั่วไปจะมีการประเมิน

- น้ำหนักตัว
- ความดันโลหิต
- ภาวะซีด
- การให้นมบุตร
- สุขภาพจิตหลังคลอด
- การหายของแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าตัด
- การเข้าอู่ของมดลูก
- ความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน
- การคุมกำเนิด

ในบางรายอาจมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้

การตรวจหลังคลอดไม่ได้มีเป้าหมายเพียงดูว่าแผลหายหรือยัง

แต่เป็นการประเมินสุขภาพของคุณแม่ทั้งร่างกายและจิตใจหลังผ่านเหตุการณ์สำคัญของชีวิตมาแล้ว

การคุมกำเนิดหลังคลอด

หลังคลอดไม่นาน คุณแม่หลายคนเข้าใจว่าตนเองยังไม่มีประจำเดือน จึงไม่น่าจะตั้งครรภ์ได้

ความจริงคือ การตกไข่อาจเกิดขึ้นก่อนประจำเดือนครั้งแรก

ดังนั้นการตั้งครรภ์ซ้ำหลังคลอดจึงเกิดขึ้นได้เสมอ

โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะการตั้งครรภ์อย่างน้อย 18-24 เดือน เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

วิธีคุมกำเนิดที่นิยมหลังคลอด ได้แก่

การให้นมแม่ร่วมกับการไม่มีประจำเดือน (LAM)

ใช้ได้ในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด

โดยต้องเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อ

- ให้นมแม่อย่างเดียวหรือเกือบทั้งหมด
- ยังไม่มีประจำเดือน
- ลูกอายุน้อยกว่า 6 เดือน

ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ประสิทธิภาพจะลดลงทันที

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว

เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร

ไม่รบกวนการสร้างน้ำนม

ยาฉีดคุมกำเนิด

ฉีดทุก 3 เดือน

มีประสิทธิภาพสูง

แต่อาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยหรือประจำเดือนขาดได้

ยาฝังคุมกำเนิด

มีประสิทธิภาพสูงมาก

ใช้งานได้นาน 3-5 ปี

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก

ห่วงคุมกำเนิด

มีทั้งชนิดฮอร์โมนและชนิดทองแดง

มีประสิทธิภาพสูงและสามารถใช้ได้นานหลายปี

ถุงยางอนามัย

ใช้งานง่าย

ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย

ไม่มีวิธีใดดีที่สุดสำหรับทุกคน

มีแต่วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน

ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด

เพศสัมพันธ์หลังคลอด

คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อมักอยากถาม แต่ไม่ค่อยกล้าถามก็คือ

"เมื่อไรจะมีเพศสัมพันธ์ได้อีก"

โดยทั่วไปควรรอจนแผลต่าง ๆ หายดี น้ำคาวปลาลดลงหรือหมด และคุณแม่รู้สึกพร้อม ซึ่งมักอยู่ในช่วงประมาณ 4-6 สัปดาห์หลังคลอด

แต่ในความเป็นจริง ความพร้อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผลเพียงอย่างเดียว

คุณแม่หลายคนต้องเผชิญกับการอดนอน การให้นมลูก ความเหนื่อยล้า และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

โดยเฉพาะในคุณแม่ที่ให้นมบุตร ระดับเอสโตรเจนอาจลดลง ทำให้ช่องคลอดแห้งและมีอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ง่ายกว่าปกติ

หากมีอาการดังกล่าว การใช้สารหล่อลื่นชนิดละลายน้ำอาจช่วยได้มาก

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารกันระหว่างสามีภรรยา

ความเข้าใจ ความอ่อนโยน และความอดทน มักช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่ายาใด ๆ

และอย่าลืมเรื่องการคุมกำเนิด

เพราะลูกคนที่สองอาจมาเร็วกว่าที่วางแผนไว้ก็ได้

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

แม้ว่าคุณแม่ส่วนใหญ่จะฟื้นตัวได้ดี แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

- เลือดออกมากผิดปกติ
- มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่
- ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
- น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น
- ปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ
- แผลบวมแดง มีหนอง
- ปวดศีรษะรุนแรง
- ตามัว เห็นแสงวูบวาบ
- หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก
- ขาบวมแดงข้างเดียว
- ซึมเศร้ามาก คิดทำร้ายตนเองหรือทำร้ายลูก

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

บทส่งท้าย

การคลอดบุตรไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการตั้งครรภ์

แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่

ร่างกายของคุณแม่ต้องใช้เวลาฟื้นตัว หัวใจต้องเรียนรู้บทบาทใหม่ และชีวิตทั้งครอบครัวต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

บางวันอาจเหนื่อย

บางวันอาจท้อ

บางวันอาจรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูกเลย

แต่เชื่อเถอะครับ...

ไม่มีใครเกิดมาเป็นแม่แล้วทำได้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรก

คุณแม่ทุกคนล้วนค่อย ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกับลูกน้อยทีละวัน

ขอเพียงดูแลตัวเองให้ดี พักผ่อนเมื่อมีโอกาส รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอย่าลืมขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเมื่อจำเป็น

เพราะคุณแม่ที่มีความสุขและสุขภาพดี คือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยและครอบครัวครับ

แหล่งอ้างอิง 

-Williams Obstetrics 26th ed. (Chapter Postpartum Care), 
-ACOG Committee Opinion "Optimizing Postpartum Care", 
-WHO Postnatal Care Guidelines, 
-CPG ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่องการดูแลมารดาหลังคลอด.


ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม