ตั้งครรภ์ กับ แมวเหมียว
คนเรานี่ก็แปลกนะครับ ตอนยังไม่มีลูก ชีวิตมันก็เงียบเหงาเหลือเกิน กลับบ้านมาก็เจอแต่บ้านว่าง ๆ หลายคนเลยต้องหาสมาชิกใหม่มาเติมเต็มชีวิต สัตว์เลี้ยงยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้นหมากับแมว
เลี้ยงหมานี่สบายหน่อย หมาจะมองเราเป็นเจ้านาย เรียกก็มา สั่งก็นั่ง บางตัวถึงขั้นเฝ้าบ้าน ปกป้องเจ้าของราวกับเป็นองครักษ์ส่วนตัว
แต่แมวนี่คนละเรื่องเลย...
เราเรียกมัน มันทำเป็นไม่ได้ยิน
เราอ้อนมัน มันเดินหนี
เราตามใจมันทุกอย่าง แต่สุดท้ายมันกลับทำเหมือนเราเป็นคนเช่าบ้านอยู่กับมัน
จนหลายคนต้องยอมรับสภาพ ตั้งชื่อตัวเองว่า "ทาสแมว"
แต่เชื่อเถอะครับ...
พอมีลูกเมื่อไร ชีวิตจะก้าวข้ามจากทาสแมวไปสู่การเป็นทาสมนุษย์ตัวน้อยอย่างเต็มรูปแบบ
ลูกคนหนึ่งคนนี่ต้องการการดูแลมากกว่าลูกแมวลูกหมาหลายเท่านัก ตั้งแต่กิน นอน อาบน้ำ ขับถ่าย ไปจนถึงการเฝ้าดูทุกลมหายใจ
ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้น...
คนที่เลี้ยงแมวมานาน บางคนรักแมวเหมือนลูกจริง ๆ
แมวบางตัวกินอาหารนำเข้าราคาแพงกว่าข้าวเจ้าของเสียอีก ก่อนนอนต้องแปรงขน นอนห้องแอร์ มีที่นอนเป็นของตัวเอง
ส่วนบางบ้านแม้จะไม่ได้หรูหราขนาดนั้น กินข้าวคลุกปลาทูเหมือนเดิม แต่ความรักที่มีให้กันก็ไม่ได้ลดลงเลย
ครั้นพอวันหนึ่งตรวจพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ก็เริ่มมีเสียงรอบข้างดังขึ้นทันที
"ต้องเอาแมวไปปล่อยนะ"
"คนท้องห้ามเลี้ยงแมว"
"แมวทำให้ลูกพิการ"
ฟังไปฟังมาเริ่มใจเสีย
สุดท้ายก็มองหน้าแมว มองไปมองมาเจ้าเหมียวก็นั่งเลียขนอยู่เฉย ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
ตกลงแล้วคนท้องเลี้ยงแมวได้หรือไม่ได้กันแน่?
คำตอบคือ...
เลี้ยงได้ครับ
แต่ต้องเข้าใจเรื่องหนึ่งให้ถูกต้องก่อน
---
ศัตรูตัวจริงไม่ใช่แมว แต่คือเชื้อ Toxoplasma
โรคที่คนพูดถึงกันบ่อย ๆ คือโรคติดเชื้อที่ชื่อว่า "ท็อกโซพลาสโมซิส" (Toxoplasmosis)
โรคนี้เกิดจากเชื้อโปรโตซัวขนาดเล็กชื่อ Toxoplasma gondii
แมวเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญในวงจรชีวิตของเชื้อนี้ จึงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ
แต่ความจริงแล้ว...
แมวไม่ได้เป็นตัวร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ
และแมวทุกตัวก็ไม่ได้มีเชื้อนี้
ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อท็อกโซพลาสมาไม่ได้ติดจากการกอดแมว อุ้มแมว หรือเล่นกับแมวเสียด้วยซ้ำ
แหล่งติดเชื้อที่พบบ่อยกว่าคือ
- การรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือสุกไม่เพียงพอ
- ลาบดิบ ก้อยดิบ เนื้อย่างที่ยังไม่สุก
- ผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด
- ดินที่ปนเปื้อนเชื้อ
ดังนั้นถ้าจะกลัวโรคนี้จริง ๆ บางครั้งส้มตำใส่ปูดิบอาจน่ากลัวกว่าแมวที่นอนกรนอยู่บนโซฟาเสียอีก
---
ถ้าคุณแม่ติดเชื้อจะเกิดอะไรขึ้น
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเลย
บางคนอาจมีไข้ต่ำ ๆ
ต่อมน้ำเหลืองโต
อ่อนเพลีย
หรือปวดเมื่อยคล้ายเป็นไข้หวัด
ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า หากเป็นการติดเชื้อครั้งแรกระหว่างตั้งครรภ์ เชื้ออาจผ่านรกไปสู่ทารกได้
การติดเชื้อในช่วงต้นของการตั้งครรภ์มีโอกาสส่งต่อเชื้อไปสู่ลูกน้อยกว่า แต่หากลูกติดเชื้อขึ้นมา ความผิดปกติที่เกิดขึ้นมักรุนแรงกว่า
อาจพบความผิดปกติของสมอง ดวงตา การมองเห็น หรือพัฒนาการทางระบบประสาทได้
ส่วนการติดเชื้อในช่วงปลายครรภ์ เชื้อส่งผ่านถึงลูกได้ง่ายกว่า แต่ความรุนแรงมักลดลง
---
แล้วต้องยกแมวให้คนอื่นไหม?
ไม่จำเป็นครับ
โดยเฉพาะแมวที่เลี้ยงอยู่ภายในบ้านตลอดเวลา
ไม่ออกไปล่านก ล่าหนู
ไม่กินเนื้อดิบ
กินแต่อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารปรุงสุก
แมวกลุ่มนี้มีโอกาสติดเชื้อต่ำมาก
ดังนั้นการตั้งครรภ์ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องพรากคุณกับเจ้าเหมียวออกจากกัน
---
วิธีอยู่ร่วมกับแมวอย่างปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์
ข้อแรก
ให้คุณพ่อบ้านรับหน้าที่เก็บกระบะทรายแทน
ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มีส่วนร่วมในการดูแลครอบครัวตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด
หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ คุณแม่ควรสวมถุงมือทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่ทันทีหลังทำความสะอาด
ข้อที่สอง
ตักอุจจาระออกจากกระบะทุกวัน
เพราะเชื้อที่ออกมากับอุจจาระแมวใหม่ ๆ ยังไม่สามารถติดต่อได้ทันที ต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะพัฒนาเป็นระยะที่ก่อโรคได้
ข้อที่สาม
ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
หลังเล่นกับแมว
หลังทำสวน
หรือหลังสัมผัสดิน
ข้อที่สี่
หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุกไม่เพียงพอ
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ หรืออาหารประเภทดิบต่าง ๆ
ข้อที่ห้า
พาแมวไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการให้แมวกินเนื้อดิบ
---
สรุป
การตั้งครรภ์ไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกเลี้ยงแมว
ไม่ได้หมายความว่าต้องเอาแมวไปปล่อยวัด
และไม่ได้หมายความว่าการมีแมวในบ้านจะทำให้ลูกพิการเสมอไป
สิ่งสำคัญคือการเข้าใจโรคอย่างถูกต้อง ดูแลสุขอนามัยให้ดี รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และจัดการกระบะทรายอย่างเหมาะสม
เพียงเท่านี้ คุณแม่ก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าเหมียวตัวโปรดได้อย่างมีความสุข
และเชื่อเถอะครับ...
หลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว
มีโอกาสสูงทีเดียวที่คนในบ้านจะพบว่า จากเดิมที่มี "ทาสแมว" อยู่หนึ่งคน
Williams Obstetrics
American College of Obstetricians and Gynecologists
Centers for Disease Control and Prevention
Harrison's Principles of Internal Medicine



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น